
คู่ไหนที่พยายามมีลูกมานาน แล้วเริ่มหาข้อมูลเรื่องการรักษา คงเคยเจอแนวทางการรักษาแบบ “อิ๊กซี” มาบ้าง บางคนก็เข้าใจว่าเป็นคนละอย่างกับเด็กหลอดแก้ว บางคนก็ไม่แน่ใจว่าต่างกันตรงไหน ในบทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ตั้งแต่ว่ามันคืออะไร เหมาะกับใคร ไปจนถึงขั้นตอนและสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
อิ๊กซี่ หรือ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) คือเทคนิคที่ต่อยอดมาจากการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ความต่างอยู่ที่ขั้นตอน “ปฏิสนธิ” เท่านั้น คือแทนที่จะวางไข่กับอสุจิรวมกันแล้วรอให้อสุจิว่ายเข้าไปเอง นักเอ็มบริโอโลจิสต์จะเลือกอสุจิที่แข็งแรง 1 ตัว แล้วฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ 1 ใบโดยตรงภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จากนั้นเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ แล้วค่อยย้ายกลับเข้าโพรงมดลูก
ICSI ต่างจาก IVF ทั่วไปยังไง
| ความต่าง | IVF แบบทั่วไป | ICSI (อิ๊กซี่) |
| วิธีปฏิสนธิ | วางไข่กับอสุจิในจานเลี้ยง ให้ปฏิสนธิเอง | ฉีดอสุจิ 1 ตัวเข้าไข่ 1 ใบ |
| เหมาะกับ | ปัญหามีบุตรยากทั่วไป เช่น ท่อนำไข่ตัน | ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิ หรือเคยปฏิสนธิไม่สำเร็จ |
| ขั้นตอนอื่นๆ | กระตุ้นไข่ เก็บไข่ ย้ายตัวอ่อน | เหมือนกัน |
ข้อสำคัญที่ควรรู้คือ ICSI ไม่ได้ดีกว่าเสมอไป ถ้าฝ่ายชายมีอสุจิปกติ งานศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่าผลไม่ได้ต่างจาก IVF แบบทั่วไป ดังนั้นไม่ต้องรู้สึกว่าต้องเลือกอิ๊กซี่ไว้ก่อนเพราะฟังดูล้ำกว่า ให้หมอประเมินว่าจำเป็นกับเคสของเราหรือไม่
ใครควรทำอิ๊กซี่
- อสุจิน้อย ว่ายช้า หรือรูปร่างผิดปกติ
- ต้องเก็บอสุจิด้วยการผ่าตัดหรือใช้เข็มดูด
- เคยทำ IVF แบบปกติแล้วไข่ไม่ปฏิสนธิ
- ใช้อสุจิแช่แข็งที่มีปริมาณน้อย
- มีแผนตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) ซึ่งหลายที่ใช้ ICSI เป็นวิธีปฏิสนธิ
ส่วนคำว่า “มีบุตรยาก” โดยทั่วไปหมายถึง พยายามมีลูกมา 1 ปีแล้วยังไม่สำเร็จ ถ้าฝ่ายหญิงอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป มักแนะนำให้ไปปรึกษาหมอเร็วขึ้น ประมาณ 6 เดือน เพราะเวลามีผลต่อคุณภาพไข่
ขั้นตอนการทำอิ๊กซี่
ภาพรวมคร่าวๆ เป็นแบบนี้ ระยะเวลาจริงของแต่ละคนอาจต่างกันได้ตามที่หมอประเมิน
| ขั้นตอน | ทำอะไร | ระยะเวลาโดยประมาณ |
| 1. ตรวจประเมิน | ตรวจร่างกาย ฮอร์โมน อัลตราซาวด์ และตรวจอสุจิ | ก่อนเริ่มรอบ |
| 2. กระตุ้นไข่ | ฉีดยากระตุ้นไข่ พร้อมอัลตราซาวด์ติดตามขนาดไข่ | ประมาณ 1-2 สัปดาห์ |
| 3. ฉีดยากระตุ้นไข่ตก | เตรียมให้ไข่สุกก่อนเก็บ | ตามเวลาที่หมอกำหนด |
| 4. เก็บไข่ | ทำภายใต้การให้ยาระงับความรู้สึก | ประมาณ 1 วันครึ่งหลังฉีดยา |
| 5. เก็บอสุจิ | เก็บในวันเดียวกับเก็บไข่ | วันเดียวกัน |
| 6. ฉีดอสุจิเข้าไข่ (ICSI) | ทำในห้องแล็บโดยนักเอ็มบริโอโลจิสต์ | ภายในวันที่เก็บไข่ |
| 7. เลี้ยงตัวอ่อน | ติดตามการเจริญเติบโตในห้องแล็บ | ประมาณ 3-5 วัน |
| 8. ย้ายตัวอ่อน | ย้ายสด หรือแช่แข็งไว้ก่อนแล้วย้ายรอบถัดไป | ตามแผนของหมอ |
| 9. ตรวจการตั้งครรภ์ | ตรวจเลือด | ประมาณ 2 สัปดาห์หลังย้าย |
เตรียมตัวก่อนทำยังไง
รายละเอียดจะขึ้นกับหมอแต่ละท่าน แต่หลักๆ ที่มักแนะนำมีประมาณนี้
- ทำตามที่หมอสั่งเรื่องยาและวิตามิน รวมถึงกรดโฟลิกถ้าหมอให้
- งดสูบบุหรี่และลดแอลกอฮอล์ ทั้งสองฝ่าย เพราะมีผลต่อคุณภาพไข่และอสุจิ
- ดูแลน้ำหนัก การนอน และความเครียดให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้
- ฝ่ายชายควรงดหลั่งตามระยะเวลาที่คลินิกบอกก่อนวันเก็บอสุจิ
ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ
- ไม่การันตี 100%: ความสำเร็จขึ้นอยู่กับหลายอย่าง โดยเฉพาะอายุของฝ่ายหญิง ต่อให้ทำถูกต้องทุกขั้นตอนก็ยังมีโอกาสที่ไม่ตั้งครรภ์ในรอบนั้น
- ผลข้างเคียงจากยา: อาจมีท้องอืด ปวดหน่วง และมีโอกาสเกิดภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHSS) ซึ่งหมอจะคอยเฝ้าระวังให้ ถ้ามีอาการผิดปกติรุนแรงให้รีบติดต่อคลินิก
- ท้องแฝด: ถ้าย้ายตัวอ่อนหลายตัวพร้อมกัน โอกาสท้องแฝดจะสูงขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่อแม่และเด็กมากกว่าท้องเดี่ยว
- ค่าใช้จ่าย: แต่ละที่ต่างกันมาก ควรถามให้ชัดว่ารวมอะไรบ้าง ทั้งยา เก็บไข่ ห้องแล็บ แช่แข็งตัวอ่อน และย้ายตัวอ่อน
- เรื่องใจก็สำคัญ: กระบวนการใช้เวลาและมีความเครียดพอสมควร ควรมีคู่ชีวิตหรือคนใกล้ตัวคอยประคองกัน
คำถามที่หลายคนสงสัย
- ฉีดยาเจ็บไหม? ยากระตุ้นไข่ส่วนใหญ่ฉีดใต้ผิวหนังด้วยเข็มเล็ก หลายคนฉีดเองที่บ้านได้หลังหมอหรือพยาบาลสอนให้
- เด็กที่เกิดจากอิ๊กซี่ปกติไหม? เด็กส่วนใหญ่ที่เกิดจากวิธีนี้สุขภาพดี แต่ถ้าสาเหตุที่ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ก็มีโอกาสถ่ายทอดสู่ลูกได้ ควรปรึกษาหมอเรื่องการตรวจพันธุกรรมก่อน
- ทำครั้งเดียวติดไหม? บางคู่ติดรอบแรก บางคู่ต้องทำหลายรอบ ไม่มีใครการันตีได้ ควรตั้งใจไว้ว่าอาจต้องใช้เวลา
สรุป
หนึ่งในแนวทางการรักษาภาวะมีบุตรยากที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันได้แก่ อิ๊กซี่ คือเทคนิคเสริมของเด็กหลอดแก้วที่ช่วยเรื่องการปฏิสนธิ เหมาะกับคู่ที่ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิหรือเคยปฏิสนธิไม่สำเร็จ แต่ไม่ได้จำเป็นกับทุกคู่ และไม่ใช่ตัวการันตีผลลัพธ์ ขั้นแรกที่ดีที่สุดคือไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านภาวะมีบุตรยาก ให้ตรวจหาสาเหตุก่อน จะได้เลือกวิธีที่เหมาะกับคู่ของเราจริงๆ
